
แรงงานย้ำหากคนส่วนใหญ่ยังยากจน ประเทศไทยไม่มีวันพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอสูตรค่าจ้างใหม่และขยายวันลาคลอด 180 วัน
กรุงเทพมหานคร – สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสท.) จับมือสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และภาคีเครือข่ายแรงงานทั่วประเทศ รวมตัวแสดงพลังเนื่องในวันกรรมกรสากล 1 พฤษภาคม 2569 ยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เสนอโรดแมปแก้ปัญหาปากท้องและสิทธิแรงงาน ชี้ชัดวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ พร้อมจี้รัฐบาลหยุดนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจและดึง ปตท. กลับคืนมาเป็นของรัฐ

วิกฤตปากท้อง: เมื่อค่าครองชีพพุ่งแต่ค่าจ้างนิ่งสนิท
เครือข่ายแรงงานระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้แรงงานกว่า 40 ล้านคน ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักของประเทศ แต่กลับต้องเผชิญความยากลำบากจากราคาน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นตามสถานการณ์โลก โดยมีข้อเรียกร้องเร่งด่วนดังนั้น ในวันกรรมกรสากล ประจำปี 2569 สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) จึงยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหา ดังนี้

1. เรื่อง แก้ไขปัญหาเรื่องพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า สินค้าราคาแพง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน
ขอให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างพลังงานโดยสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงพร้อมกับเปิดเผยข้อมูลการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ การขุดเจาะ การผลิตภายในประเทศ ว่ามีจำนวนเท่าใด และควบคุมราคาไม่ให้แพงจนประชาชนแบกรับไม่ไหว ราคาต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง อะไรที่ไม่จำเป็นแล้วทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นควรลดหรือยกเลิก เช่น ค่าการกลั่น ค่าการตลาด การจัดเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อน หรือค่าขนส่งและค่าอื่น ๆ ที่อ้างว่านำพลังงานเข้าจากต่างประเทศที่ไม่มีอยู่จริง เป็นต้นรัฐบาลต้องกำหนดมาตรการที่เข้มข้นในการควบคุมราคาสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพและการประกอบอาชีพของประชาชน ไม่ให้มีราคาแพงและต้องจัดการลงโทษอย่างเด็ดขาดกับบุคคลที่กักตุนสินค้าเอาเปรียบประชาชนในยามเดือดร้อน

2. เรื่อง สิทธิของคนงานและมาตรฐานการจ้างงาน
ขอให้รัฐบาลเร่งให้สัตยาบันองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญในการเจรจาและเข้าเป็นสมาชิก เพื่อให้การค้า การลงทุน เป็นไปตามหลักการว่าด้วยการดำเนินธุรกิจที่ต้องเคารพสิทธิแรงงาน สิทธิมนุษยชนที่รัฐไทยได้ให้สัตยาบันกับองค์การสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGP) และประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาการค้าเสรี (FTA) กับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และการเข้าเป็นสมาชิกของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) รวมถึงฉบับอื่นที่มีความสำคัญต่อการปกป้องคุ้มครองสิทธิของคนทำงาน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของงานที่มีคุณค่า (Decent Work) ประกอบด้วยอนุสัญญา ฉบับที่ 100 ฉบับที่ 111 ฉบับที่ 155 และฉบับที่ 190
เร่งแก้ไขกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ และให้มีเพียงฉบับเดียวที่ครอบคลุมคนทำงานทุกภาคส่วน

3. เรื่อง การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน
ขอให้รัฐบาลสนับสนุนส่งเสริมระบบไตรภาคี โดยให้มีการปรับขึ้นราคาค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นธรรมต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้เท่ากันทั้งประเทศ เพราะราคาสินค้าหลัก ๆ ราคาเท่ากันทั้งประเทศ บางรายการสูงกว่าในกรุงเทพฯ (ข้อเสนอที่เคยเสนอ คือ 492 บาท และ 712 บาท) เพราะราคาสินค้าทั้งอุปโภค ค่าบริโภค ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซ ค่าไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน ฯลฯ ค่าสาธารณูปโภค และสินค้าบริโภคที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตที่สูงขึ้นอย่างมาก รวมถึงขอให้รัฐมนตรีเสนอเรื่องปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ผ่านคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครรส.) ให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วย
ให้รัฐบาลสนับสนุนระบบโครงสร้างค่าจ้าง โดยให้สถานประกอบการที่มีคนงานตั้งแต่ 20 คนขึ้นไปจัดทำโครงสร้างค่าจ้างและประกาศให้คนงานรับทราบอย่างเปิดเผย

4. เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม
ขอให้รัฐบาลใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ หยุดนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ และสนับสนุนส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจมีศักยภาพในการให้บริการประชาชน ทั้งกิจการไฟฟ้า โทรคมนาคม การขนส่ง การบริการอื่น ๆ ในราคาที่เป็นธรรม ไม่แพงเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้บริการ
ขอให้รัฐบาลและกระทรวงการคลังนำรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปไปแล้วกลับคืนมาเป็นของรัฐดังเดิม เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างกระบวนการบริหารจัดการใหม่ให้มีความมั่นคง เรื่องน้ำมัน ก๊าซ ระบบท่อ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

5. เรื่อง หลักประกันทางสังคม
ต้องปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระ โดยมีคณะกรรมการที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเข้าใจ โดยผ่านการเลือกตั้งของผู้ประกันตนในทุกตำแหน่ง
ต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและหลักประกันเรื่องสุขภาพให้แก่ผู้ประกันตนด้วยการเร่ง ดำเนินการ เรื่อง ธนาคารแรงงาน และโรงพยาบาลประกันสังคม รวมถึงการสร้างบุคลากรด้านการแพทย์ พยาบาล และระบบสาธารณสุขของโรงพยาบาลประกันสังคมเอง
ยกเลิกนโยบายลดเงินสมทบประกันสังคม ซึ่งจะกระทบต่อกองทุนระยะยาว แต่ขอให้รัฐจ่ายเงินให้เต็มจำนวนที่ค้างจ่ายประมาณ 42,600 ล้านบาท และเพิ่มสัดส่วนการจ่ายเงินสมทบของฝ่ายรัฐในอัตราส่วนที่เท่ากันทั้ง 3 ฝ่าย คือ ร้อยละ 5 (ปัจจุบันรัฐจ่ายร้อยละ 2.75) หรือรัฐอาจจ่ายสมทบมากกว่าเพื่อช่วยเหลือผู้ประกันตน
ให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมในมาตรฐานเดียวกันทั้งการจ่ายเงินสมทบ และสิทธิประโยชน์ ในมาตรา 33 เช่น แรงงานนอกระบบ คนทำงานบ้าน ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ แรงงานแพลตฟอร์มไรเดอร์ เพื่อที่จะคุ้มครอง ดูแลคนงานทุกคนได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และเป็นการสร้างฐานกองทุนประกันสังคมให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

ยกเลิกสูตรจ่ายเงินชราภาพที่เรียกว่าสูตร CARE เพราะจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผู้ประกันตนมาตรา 33 โดยประกันสังคมต้องกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการจ่ายเงินชราภาพในทุกมาตราต้องสูงกว่าเส้นความยากจนในห้วงเวลานั้น ๆ (ปัจจุบัน 3,078 บาทต่อเดือน) ผู้ประกันตนในมาตรา 33 ใช้สูตรคำนวณที่เป็นประโยชน์มากกว่า คือ ร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนของค่าจ้างสูงสุดก่อนออกจากงาน สำหรับมาตรา 39 ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบในอัตราเท่าที่ผู้ประกันตนจ่าย และเป็นภาคสมัครใจสำหรับกำหนดอัตราส่งเงินสมทบเป็นช่วง ตามกำลังที่ผู้ประกันตนจะสามารถจ่ายได้ ซึ่งการจ่ายเงินเพิ่มขึ้นหมายถึงสิทธิที่จะต้องเพิ่มขึ้นด้วย

เพื่อส่งเสริมการมีบุตร ทดแทนจำนวนประชากรที่มีอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างน่ากังวล หญิงที่ตั้งครรภ์ต้องลาคลอดได้ 180 วัน และ คู่สมรสสามารถลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรได้ 30 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็ม และเพิ่มค่าคลอดบุตร ฝากครรภ์ของประกันสังคมเป็นแบบเหมาจ่าย 20,000 บาทต่อการคลอด 1 ครั้ง โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และถ้าคลอดลูกแฝดจ่ายเพิ่ม 10,000 บาทต่อครั้ง โดยหญิงที่ตั้งครรภ์สามารถใช้สิทธิโดยไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน

6. เรื่อง ความมั่นคงในการทำงาน
ยกเลิกการจ้างงานระยะสั้น ชั่วคราว เหมางาน เหมาบริการ เหมาค่าแรง ทั้งแรงงานภาคเอกชน และลูกจ้าง พนักงานของรัฐในทุกกระทรวงและจัดงบประมาณในการจ่ายค่าจ้างผ่านงบประมาณแผ่นดิน และรัฐบาลต้องสนับสนุนส่งเสริมให้มีการจ้างงานที่มั่นคงระยะยาว ทำให้คนทำงานมีหลักประกันในชีวิต เป็นการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง ยั่งยืน
แรงงานแพลตฟอร์ม ไรเดอร์ ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้งเรื่องชั่วโมงการทำงาน ค่าตอบแทนฯ

7. เรื่อง สุขภาพความปลอดภัยของประชาชน
รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจต่อการแก้ปัญหาฝุ่น ควันพิษ โดยคณะรัฐมนตรีต้องยืนยันให้รัฐสภาหยิบยก ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ขึ้นมาพิจารณาใหม่ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่การเปิดประชุมสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไปตามบทบัญญัติ มาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวอยู่ในขั้นการพิจารณาของวุฒิสภา
ก่อนที่จะมีการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ซึ่งระยะเวลาการยืนยันจะสิ้นสุดในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ขณะนี้ค้างอยู่ในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการวุฒิสภาเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ อากาศพิษ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และระบบหายใจของประชาชนในขณะนี้ทุกพื้นที่
รัฐบาลต้องยกเลิกการใช้แร่ใยหินในทุกผลิตภัณฑ์ทันทีตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติปี 2553 และ 2562 และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12เมษายน 2554 และวันที่ 14 กรกฎาคม 2563

8. เรื่อง แรงงานนอกระบบ
รัฐบาลต้องกำหนดให้ “ความร้อน” เป็นภัยพิบัติสาธารณะ และจัดให้มีมาตรการคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัย จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีระบบสวัสดิการรองรับผลกระทบที่แรงงานนอกระบบต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น แรงงานต้องสามารถเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด และอุปกรณ์ป้องกันความร้อน ต้องมีจุดพักคลายร้อน ต้องมีการเฝ้าระวังและการดูแลสุขภาพ รวมถึงมีการประกันรายได้และเยียวยาแรงงานในกรณีที่ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากสภาพอากาศเป็นอันตรายต่อการทำงานกลางแจ้ง
รัฐต้องเร่งบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้านอย่างจริงจัง เพื่อให้แรงงานทำงานบ้านทุกคนได้รับสิทธิและการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม

9. เรื่อง แรงงานข้ามชาติ
แรงงานข้ามชาติถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย เหตุเพราะกำลังแรงงานของไทยมีสัดส่วนที่ลดลงอย่างมากจากอัตราโครงสร้างประชากรที่ลดลง การพึ่งพาแรงงานข้ามชาติที่ถูกต้องตามกฎหมายจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่จะกำหนดมาตรการให้ชัดเจน ตั้งแต่กระบวนการนำเข้า การต่อวีซ่า และใบอนุญาตการทำงานให้มีความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ยาวเยุ่งยาก ลดภาระค่าธรรมเนียมค่าอื่น ๆ ที่สูงเกินจำเป็น รวมทั้งเพิ่มมาตรการตรวจสอบดำเนินคดีกับนายหน้าค้ามนุษย์อย่างเด็ดขาด ข้อเสนอเร่งด่วน ขอให้รัฐบาลยกเลิกระบบใบอนุญาตทำงานอิเล็กทรอนิกส์ (E-work Permit) เพราะมีความยุ่งยากและเข้าไม่ถึง
