พลังแรงงาน! 27 สภาฯ ผนึกกำลังยื่น 8 ข้อเรียกร้องปี 69 จี้รัฐรับรองสิทธิสากล-ปฏิรูประบบประกันสังคม

กรุงเทพมหานคร – เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 บรรยากาศวันแรงงานแห่งชาติเป็นไปอย่างคึกคัก ตัวแทนผู้ใช้แรงงานจาก 27 สภาองค์การลูกจ้าง พร้อมด้วยเครือข่ายรัฐวิสาหกิจและแรงงานนอกระบบ รวมพลังยื่นข้อเสนอ 8 ประการต่อรัฐบาล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสวัสดิการแรงงานไทยให้เท่าเทียมสากล ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานขานรับ เตรียมขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์เร่งด่วนสู่ “เศรษฐกิจงานดี”

เปิด 8 ข้อเรียกร้องปี 69: ขยายประกันสังคมถึง 75 ปี – เว้นภาษีเงินล้าน

นายทศพร คุณศรี ประธานคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2569 เป็นตัวแทนยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำถึงการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทสังคมสูงวัยและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

1. ให้รัฐบาลเร่งรัดการรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ค.ศ. 1948 และฉบับที่ 98 ว่าด้วยเรื่องสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง ค.ศ. 1949

2. ให้รัฐบาลตราพระราชบัญญัติหรือประกาศเป็นกฎกระทรวงให้มีการจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง เพื่อเป็นหลักประกันในการทำงานของลูกจ้าง

3. ให้รัฐบาลยกเว้นการจัดเก็บภาษีเงินได้จากเงินก้อนสุดท้ายที่นายจ้างจ่ายให้กับลูกจ้าง เมื่อพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างในทุกกรณี ทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจในวงเงินไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท)

4. ให้พนักงานรัฐวิสาหกิจสามารถ สมัครเป็นผู้ประกันตนตาม ม.40 เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองทางสังคมอย่างเป็นธรรม

5. ให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานปรับปรุงระบบประกันสังคมดังนี้
​5.1 ให้ขยายวงเงินกรณีการคลอดบุตรจากเดิม 15,000 บาท เป็น 30,000 บาท
​5.2 เมื่อผู้ประกันตนได้รับบำนาญแล้วให้คงสิทธิไว้ 3 กรณี คือ
​5.2.1 กรณีเจ็บป่วย
​5.2.2 กรณีทุพพลภาพ
​5.2.3 กรณีตาย
​5.3 กรณีที่ผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาโรคร้ายแรงและเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็งทุกชนิดให้ครอบคลุมถึงการใช้ยารักษาพยาบาลตามคำสั่งแพทย์
​5.4 ให้ขยายอายุเริ่มเป็นผู้ประกันตนจากอายุ 15-60 ปี เป็น 15-75 ปี เพื่อให้เข้ากับสังคมผู้สูงอายุ

6. ให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ตรวจสอบและดำเนินการให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างเหมาค่าแรงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ม.11/1 อย่างเคร่งครัด

​7. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวงฉบับที่ 7 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2541 กฎกระทรวงฉบับที่ 8 ลงวันที่ 14 กันยายน 2541 และกฎกระทรวงฉบับที่ 13 ลงวันที่ 27 มกราคม 2543 ซึ่งกฎกระทรวงทั้งสามฉบับออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยกฎกระทรวงทั้งสามฉบับมีข้อความตัดสิทธิลูกจ้างรายเดือนที่ทำงานล่วงเวลาไม่ให้ได้รับค่าล่วงเวลาหนึ่งเท่าครึ่งเช่นเดียวกับพนักงานรายวัน

8. กลไกติดตามผล: จี้ให้ตั้งคณะทำงานติดตามความคืบหน้าภายใน 30 วัน และจัดประชุมร่วมกันทุก 2 เดือน

 

รัฐบาลขานรับ 5 ยุทธศาสตร์ ยกระดับแรงงานสู่ยุค AI

ด้าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้แถลงแนวทางการดำเนินงานต่อ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่ากระทรวงฯ มุ่งมั่นพัฒนาแรงงานทุกกลุ่มผ่าน 5 ยุทธศาสตร์เร่งด่วน:

  1. ปฏิรูปประกันสังคม: บริหารจัดการแบบมืออาชีพ ปรับสูตรบำนาญให้สอดคล้องกับค่าจ้างตลอดช่วงชีวิต

2. ทักษะแห่งอนาคต: นำ AI มาเสริมศักยภาพแรงงานไทยให้เป็น “ผู้ส่งออกทางปัญญา” ในระดับสากล

3. คุ้มครองสิทธิเชิงรุก: เน้นโครงการ Reskill/Upskill เพื่อเป็นทางเลือกให้นายจ้างแทนการเลิกจ้าง

4. ขยายตลาดแรงงานฝีมือ: เปิดตลาดแรงงานไทยในต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูง

5. ดูแลแรงงานแพลตฟอร์ม: สร้างระบบประกันสังคมที่ยืดหยุ่นรองรับแรงงานอิสระและ Gig Economy

มุ่งสู่ “Good Job Economy” สร้างเศรษฐกิจงานดีใน 4 ปี

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีกล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “ทุนมนุษย์” เป็นแกนกลาง โดยจะมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลข้ามกระทรวง (แรงงาน, ศึกษาธิการ, พม., อว.) ภายใต้นโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน”

หัวใจของการปฏิรูปครั้งนี้คือ ‘ฐานข้อมูลทักษะแห่งชาติ’ ซึ่งจะจับคู่ความต้องการของนายจ้างกับศักยภาพของแรงงานได้อย่างแม่นยำ เป้าหมายของเราใน 4 ปีข้างหน้าคือการสร้าง ‘เศรษฐกิจงานดี’ (Good Job Economy) ที่แรงงานทุกคนมีรายได้มั่นคงและมีศักดิ์ศรี” นายยศชนัน กล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมยกระดับเกษตรกรสู่ Smart Farmer และเพิ่มการคุ้มครองแรงงานนอกระบบเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังในกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกสีเขียวและเทคโนโลยีดิจิทัล