
คลินิกกฎหมายด้านแรงงาน ตอนที่37 : งานขับเคลื่อนสิทธิแรงงานในปี 2569
ชฤทธิ์ มีสิทธิ์ (01/01/2569)
สืบเนื่องจากงานสมัชชาสิทธิมนุษยชนประจำปี 2568 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเมื่อวันที่ 18 -19 ธันวาคม 2568 มีทั้งหมดห้าประเด็นใหญ่คือ (1) สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี (2) สิทธิผู้สูงอายุ (3) สิทธิแรงงาน (4) ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และ(5) สิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวโยงกับปัญญาประดิษฐ์ หนึ่งเรื่องในห้าเรื่องคือประเด็นสิทธิแรงงาน ซึ่งที่ประชุมได้เห็นพ้องต้องกันในข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชนประจำปี 2568 แล้ว ทั้งนี้ข้อมติดังกล่าวมีที่มาจากเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และการจัดเวทีสมัชชาสิทธิมนุษยชนประเด็นสิทธิแรงงานทั้งในส่วนกลางและในระดับภูมิภาค ครอบคลุมเจ็ดกลุ่มแรงงานคือ (1) แรงงานในระบบ (2) แรงงานนอกระบบ (3)แรงงานแพลตฟอร์ม (4) แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ (5)แรงงานข้ามชาติ(6) พนักงานบริการ (หมายถึงคนทำงานในสถานบริการ) และ(7) แรงงานจ้างเหมาบริการในภาครัฐ

จากการจัดกระบวนการสมัชชาดังกล่าวพบว่า คนทำงานทั้งเจ็ดกลุ่มแรงงานยังคงต้องเผชิญกับปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบ การถูกหลอกลวงฉ้อโกง การไม่ได้รับสิทธิแรงงานตามที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองไว้แล้ว ต้องแบกรับภาระและความเสี่ยงต่าง ๆ และถูกเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ยังพบปัญหาใหญ่หรือปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีผลกระทบคนทำงานในวงกว้าง คือรูปแบบการจ้างงานที่ผู้จ้างงานหรือผู้ก่อให้เกิดงานมีเจตนาไม่สุจริตและบิดเบือน โดยทำสัญญาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อตนไม่ต้องรับผิดชอบต่อคนทำงานตามกฎหมายหรือตามสิทธิพื้นฐานที่คนทำงานพึงได้รับ ก่อให้เกิดปัญหาความไม่มั่นคงในการทำงาน ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายและสิทธิอันพึงมีพึงได้ เรียกได้ว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่พยายามสร้างรูปแบบการจ้างและความสัมพันธ์ในการทำงานเพื่อตนเองไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย นั่นก็คือความพยายามหลบเลี่ยงหรือบิดเบือนเพื่อไม่ให้การจ้างอยู่ในรูปแบบของสัญญาจ้างแรงงานหรือความสัมพันธ์แบบนายจ้างกับลูกจ้าง เนื่องจากกระทรวงแรงงานและรัฐบาลรวมทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกายังคงยึดการจ้างงานแบบนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้นที่จะให้การคุ้มครองแรงงาน ทั้ง ๆ ที่ลักษณะและสภาพของงานหลายอย่างก็เป็นเช่นเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันกับการจ้างแรงงานแบบนายจ้างกับลูกจ้าง ทำให้แรงงานกลุ่มก้อนใหญ่ในประเทศไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานที่ใช้บังคับอยู่

กลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากรูปแบบการจ้างดังกล่าวคือ กลุ่มแรงงานแพลตฟอร์ม เช่น ไรเดอร์ในระบบแพลตฟอร์ม การจ้างงานที่เรียกกันว่าฟรีแลนซ์ หรืองานอิสระ เช่น งานขายสินค้าออนไลน์ รวมทั้งการจ้างเหมาบริการในหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีแรงงานในส่วนนี้หลายแสนคน พบว่ามีทั้งเป็นการจ้างเหมาบริการหรือจ้างทำของที่เป็นงานโครงการ งานที่เน้นผลสำเร็จของงานและงานเสร็จสิ้น ซึ่งมีกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 แต่ถ้าเป็นการจ้างงานแบบนายจ้างกับลูกจ้างในภาครัฐ กฎหมายดังกล่าวก็กำหนดให้ลูกจ้างดังกล่าวได้รับสิทธิตามกฎหมายด้านแรงงาน แต่ที่ภาครัฐทำสัญญาจ้างเหมาบริการนั้นในความเป็นจริงเป็นจ้างแรงงาน(นายจ้างกับลูกจ้าง) ซึ่งคนทำงานในส่วนนี้ไม่ได้รับสิทธิแรงงาน เรื่องที่น่าเศร้าเป็นเพราะภาครัฐอ้างความจำกัดของงบประมาณ (งานมีเยอะแต่เงินมีน้อย) และกำหนดเป็นนโยบายว่างานที่เป็นการสนับสนุน บริการ หรืองานธุรการ ให้ใช้วิธีการจ้างเหมาบริการหรือจ้างบุคคลภายนอกรับไปดำเนินการ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดและมาตรฐานแรงงานสากล
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการจ้างงานระยะสั้นหรือการจ้างงานที่มีกำหนดเวลาและมีการต่อสัญญาไปเรื่อยเรื่อยในภาคอุตสาหกรรม ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกับลูกจ้างคนอื่นๆ ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน และมีผลต่อการใช้สิทธิ์และเสรีภาพในการรวมตัว จัดตั้งองค์กรและการเจรจาต่อรอง ซึ่งแม้กฎหมายจะมิได้ห้ามแต่ในความเป็นจริงคนทำงานเหล่านี้ก็ไม่พร้อมหรือไม่กล้าที่จะรวมตัวจัดตั้งองค์กรหรือเรียกร้องต่อรอง เพราะอาจกระทบต่อสิทธิการมีงานทำเพราะนายจ้างอาจหาทางกลั่นแกล้งและไม่ต่อสัญญาจ้าง ทำให้คนทำงานและครอบครัวต้องได้รับความเดือดร้อน คนทำงานเหล่านี้จึงตกอยู่ในภาวะจำยอมรับสภาพต่อสัญญาการจ้างที่เอาเปรียบและไม่เป็นธรรม เป็นการไม่เคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทำงาน

รูปแบบการจ้างงานที่มีเจตนาเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดตามกฎหมายเริ่มปรากฏชัดเจนและมีขอบเขตที่กว้างใหญ่นับตั้งแต่เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ภาวะวิกฤตเมื่อปี 2541 ดังที่เรียกกันว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง และมีผลกระทบต่อสถาบันการเงินของประเทศไทยจำนวนมากรวมทั้งภาคอุตสาหกรรมต่างๆมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานเพื่อไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายด้านแรงงาน สถานการณ์ดังกล่าวนี้ดำเนินต่อมาเรื่อยเรื่อยจนกระทั่งเมื่อประเทศเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิตอลเมื่อประมาณ 10 ปีมานี้ ฝ่ายธุรกิจจึงยังคงพัฒนารูปแบบการจ้างงานหรือความสัมพันธ์ในการทำงานทางกฎหมายที่มิใช่สัญญาจ้างแรงงาน
กล่าวคือ ที่นิยมกันมากก็คือสัญญาจ้างทำของ ที่เรียกกันว่าผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างโดยเน้นผลสำเร็จของงานและผู้ที่จ้างงานมีอำนาจบังคับบัญชาและลงโทษคนทำงาน รวมทั้งสัญญารูปแบบอื่นๆที่มิใช่แบบนายจ้างกับลูกจ้างดังที่โต้เถียงกันอยู่ทุกวันนี้ก็คือกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งรูปแบบการจ้างงานในสถานการณ์ใหม่หรือที่ฝ่ายธุรกิจพยายามพัฒนารูปแบบเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายนี้ เราก็ยังไม่พบว่าทั้งกระทรวงแรงงานและรัฐบาลหรือหน่วยงานนโยบายของรัฐที่มีหน้าที่ในการจัดทำกฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานได้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ให้เกิดความเป็นธรรมแต่อย่างใด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากรูปแบบการจ้างงานมิใช่สัญญาจ้างแรงงาน (นายจ้างกับลูกจ้าง) ทางกระทรวงแรงงานและรัฐบาลจะจัดทำกฎหมายแยกไปต่างหากจากกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และเรียกคนทำงานว่า “แรงงานอิสระหรือกึ่งอิสระ” ทำให้คนทำงานดังกล่าวไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานแรงงานหรือจะได้รับการคุ้มครองแรงงานในเรื่องใดหรือไม่ จะเป็นไปตามที่ฝ่ายรัฐจะเป็นผู้กำหนดหรือหยิบยื่นให้ แต่มิได้เป็นไปตามหลักการของสิทธิแรงงานหรือมาตรฐานแรงงานสากล เท่ากับว่ารูปแบบการจ้างงานในสถานการณ์ใหม่ที่ฝ่ายธุรกิจพัฒนาเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบตามกฎหมาย ฝ่ายรัฐบาลมิได้ดำเนินการเพื่อให้เกิดการปกป้องและคุ้มครองแรงงานอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมแต่อย่างใด สถานการณ์ยังคงดำเนินไปตามแนวทางเดิมคือ รัฐบาลจะให้การคุ้มครองแรงงานตามมาตรฐานแรงงานสำหรับ การทำงานที่เป็นความสัมพันธ์แบบนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น
ประเด็นสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของมติสมัชชาสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิทธิแรงงานในเจ็ดกลุ่มประเด็นสิทธิแรงงานมีตัวอย่างดังนี้ เช่น
แรงงานในระบบ ให้ยกเลิกการจ้างงานที่ไม่มั่นคงทุกรูปแบบ เช่นการจ้างงานระยะสั้น ให้จัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงเพื่อประกันสิทธิค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างหรือเงินใด ๆ ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
แรงงานนอกระบบ ให้ขยายการคุ้มครองตามมาตรา 33 ไปยังกลุ่มลูกจ้างที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครองเช่นลูกจ้างทำงานบ้านและเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ให้ใกล้เคียงกับมาตรา 33 เช่น เพิ่มความคุ้มครองความเป็นมารดาให้ได้รับเงินหลังคลอดบุตร และคุ้มครองการว่างานรวมทั้งให้ขยายอายุผู้ประกันตนเป็น 70 ปี และให้กรุงเทพมหานครจัดพื้นที่ในการประกอบอาชีพของหาบเร่แผงลอยให้มีความเหมาะสมโดยรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน
แรงงานแพลตฟอร์ม ให้กระทรวงแรงงานเร่งจัดทำหรือพัฒนากฎหมายคุ้มครองแรงงานเพื่อให้เกิดผลในการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มให้เหมาะสมเป็นธรรม เพราะแรงงานกลุ่มนี้คือผู้ใช้แรงงานหรือคนทำงานมิใช่แรงงานอิสระ
แรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ ให้รัฐบาลมีมาตรการป้องกันและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศเร่งปราบปรามและจับกุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดและหลอกลวงแรงงานไปทำงานต่างประเทศ
แรงงานข้ามชาติ ให้เร่งจัดทำยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทั้งระบบเพื่อตอบสนองความต้องการแรงงาน ของเศรษฐกิจไทยและส่งเสริมการจัดหางานที่เป็นธรรมตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศรวมถึงลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและเอกสารที่ซับซ้อน ให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจัดทำระบบฐานข้อมูลแรงงานข้ามชาติให้เป็นระบบเดียวกัน
พนักงานบริการ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีพ.ศ. 2539 เพื่อให้พนักงานบริการได้รับการปฏิบัติในฐานะคนทำงานลดการถูกตีตราจากสังคมและความเสี่ยงในการถูกละเมิดสิทธิในการทำงาน เร่งจัดทำหรือพัฒนากฎหมายคุ้มครองแรงงานเพื่อให้การคุ้มครองคนทำงานกลุ่มนี้ เนื่องจากลักษณะและสภาพของงานมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากงานอุตสาหกรรม
แรงงานจ้างเหมาบริการในภาครัฐ ให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งยกเลิกการจ้างเหมาบริการและการจ้าง ด้วยสัญญาปีต่อปีในกรณีที่หน่วยงานของรัฐมีการจ้างบุคคลภายนอกให้ลูกจ้างของบุคคลภายนอกดังกล่าวได้รับการคุ้มครองสิทธิแรงงานตามกฎหมายด้านแรงงาน
นอกจากนี้ยังมีข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับประเด็นเชิงโครงสร้างหรือเชิงระบบและที่คาบเกี่ยวกับมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ กล่าวคือ
เนื่องจากประเทศไทยมีการประกาศใช้กฎหมายแรงงานจำนวนหลายฉบับ แยกสิทธิแยกส่วน แยกการบริหารและการบังคับใช้ ก่อให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้และการคุ้มครองแรงงานที่ไม่เสมอภาคเท่าเทียมกัน หรือกฎหมายไม่สอดคล้องกันหรือขัดแย้งกัน จึงเสนอให้มีการจัดทำประมวลกฎหมายแรงงาน เพื่อรวมเรื่องสิทธิแรงงานตามกฎหมายแรงงานฉบับต่าง ๆให้อยู่ในที่เดียวกันในประมวลกฎหมายแรงงาน เพื่อกำหนดมาตรฐานแรงงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ตลอดจนพัฒนาหลักการสิทธิแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ
และให้รัฐบาลเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานสากลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง สิทธิการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วมและการคุ้มครองเรื่องดังกล่าวตามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 และ 98 อนุสัญญาฉบับที่ 190 ว่าด้วยการขจัดความรุนแรงและการคุกคามทางเพศในโลกแห่งการทำงานฉบับที่ 102 ว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการประกันความมั่นคงทางสังคมและฉบับที่ 189 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าสำหรับคนทำงานบ้านเป็นต้น รวมทั้งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัวขององค์การสหประชาชาติ รายละเอียดมติสมัชชาสิทธิมนุษยชนประเด็นสิทธิแรงงานดังกล่าวทุกคนสามารถเข้าไปสืบค้นและศึกษาเพิ่มเติมได้ในเว็ปไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ผู้เขียนเห็นว่า เนื่องจากสภาพปัญหาและความไม่เป็นธรรมของคนทำงานยังคงมีประเด็นและรายละเอียดแตกต่างหลากหลายเป็นจำนวนมาก บางเรื่องไม่มีความซับซ้อนหรือยุ่งยากในการกำหนดมาตรการในการป้องกัน แก้ไขและเยียวยา แต่บางเรื่องก็มีความยุ่งยากซับซ้อน และบางเรื่องที่ฝ่ายรัฐบาลเห็นต่างจากภาคประชาชน เช่น เรื่องการให้สัตยาบรรณอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 เรื่องสิทธิการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วมซึ่งองค์กรแรงงานและภาคีต่าง ๆ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาดังกล่าวมาหลายสิบปีแล้ว แต่รัฐบาลยังมิได้ตอบสนองโดยอ้างเหตุผลว่าต้องปรับปรุงกฎหมายในประเทศเสียก่อน แต่ก็มิได้ดำเนินการหรือมิได้จริงจังในเรื่องนี้ ต่อมาอ้างเรื่องผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ แต่ก็มิได้ให้ข้อมูลและเหตุผลประกอบที่ชัดเจน มีน้ำหนักหรือมีเหตุผลเพียงพอแก่การรับฟัง ดังที่ภาคประชาชนมักจะพูดกันว่า เป็นการอ้างเหตุผลเชิงการเมือง ทำให้ละเลยเหตุผลตามหลักวิชาการ ตามมาตรฐานที่อารยประเทศปฏิบัติกัน และเหตุผลตามสภาพความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเกิดขึ้นแล้วในบางประเทศ เช่นประเทศที่มีการทำข้อตกลงการค้ากับประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีการนำเรื่องการค้าระหว่างประเทศมาผูกโยงกับเรื่องระบบแรงงานสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งขบวนการและภาคีด้านแรงงานในประเทศไทยควรจะได้ศึกษาและนำมาขับเคลื่อนอย่างจริงจัง
ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่าประเด็นใดหรือปัญหาใดที่เป็นหัวใจของเรื่อง เป็นประโยชน์ร่วมกันของคนทำงาน เพื่อจะได้เป็นประเด็นร่วมหรือวาระกลางในการขับเคลื่อนและรณรงค์ร่วมกันให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งเมื่อพิจารณาไตร่ตรองเป็นอย่างดีแล้ว พบว่า มีเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญ 3 เรื่องที่จะต้องร่วมกันวางแผนการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง กล่าวคือ
เรื่องแรก กรณีที่ฝ่ายธุรกิจสร้างรูปแบบการจ้างงานเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบในสิทธิแรงงาน
การกระทำของฝ่ายธุรกิจดังกล่าวต้องถือว่ามีเจตนาที่ไม่สุจริต เอาเปรียบหรือเอาประโยชน์จากผู้อื่นจนเกินควรหรือเพื่อหลบเลี่ยงในการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานแรงงานสากล ทำให้คนทำงานนับล้านคน ไม่มีสถานะทางกฎหมายที่จะได้รับการคุ้มครองแรงงาน ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลกลับยึดหลักกฎหมาย เฉพาะที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในการให้การคุ้มครองแรงงาน
ตามกฎหมายสัญญาจ้างแรงงานถือหลักว่า ผู้จ้างงาน (นายจ้าง) ต้องมีอำนาจควบคุมบังคับบัญชาในการทำงานและมีอำนาจลงโทษลูกจ้างที่ฝ่าฝืนคำสั่งหรือฝ่าฝืนกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการทำงาน ในขณะที่ฝ่ายธุรกิจและรูปแบบการจ้างงานในสถานการณ์ใหม่ผู้จ้างงานไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจในการลงโทษลูกจ้างหรือคนทำงาน เนื่องจากฝ่ายธุรกิจสามารถคิดค้นระบบการทำงาน กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาใช้ในระบบการจ้างงานหรือการทำงาน เพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ ซึ่งถ้าคนทำงานปฏิบัติงานไม่เรียบร้อยสมบูรณ์ก็จะไม่ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทน
ซึ่งลำพังการที่ฝ่ายจ้างงานหรือฝ่ายธุรกิจมีอำนาจในการควบคุมการทำงาน เป็นผู้กำหนดกระบวนการทำงานหรือระบบการทำงาน ก็ถือว่าเป็นการเพียงพอแล้วที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องการคุ้มครองแรงงานในฐานะนายจ้างหรือเสมือนเป็นนายจ้าง แต่ในความเป็นจริงฝ่ายรัฐกลับมีความคิดว่า แรงงานนอกระบบ(ปัจจุบันนี้ภาครัฐเปลี่ยนเป็นแรงงานอิสระ) หรือแรงงานที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบนายจ้างหรือลูกจ้างเป็นแรงงานที่ไม่สามารถให้การคุ้มครองที่ชัดเจนได้ แต่เป็นเรื่องของการส่งเสริมพัฒนาให้คนทำงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่านั้น และเป็นการส่งเสริมเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองแรงงาน แต่มิใช่การคุ้มครองแรงงานโดยกฎหมายโดยตรง
จากแนวคิดดังกล่าวทำให้เกิดการพัฒนากฎหมายด้านแรงงานแบ่งแยกเป็นเรื่อง ๆ เป็นกลุ่มๆ เป็นฉบับๆไป เช่น คนทำงานที่รับงานไปทำที่บ้านก็บังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553 ในขณะที่แรงงานนอกระบบหรือแรงงานที่ไม่มีนายจ้างกลุ่มอื่นๆให้ถือว่าเป็นแรงงานอิสระหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ และกำหนดให้ไรเดอร์ ทั้งในระบบแพลตฟอร์มและมิใช่ระบบแพลตฟอร์มเป็นแรงงานกึ่งอิสระหรือผู้ประกอบอาชีพกึ่งอิสระ ได้รับการคุ้มครองในบางเรื่องตามที่รัฐกำหนด รวมอยู่ในร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ. …. ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับรองร่างกฎหมายในทางหลักการไปแล้วแต่มิได้ดำเนินการเพื่อเข้าสู่การ พิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จึงยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้
อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ทั้งกลุ่มแรงงาน กลุ่มไรเดอร์ องค์กรภาคประชาสังคมด้านแรงงาน นักวิชาการและนักกฎหมายด้านแรงงานหลายส่วนยังไม่เห็นด้วยในทางหลักการกับร่างกฎหมายฉบับนี้และเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการการคุ้มครองสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน และการจัดทำกฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามหลักการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศในเรื่องงานที่มีมีคุณค่า (Decent Work)
ในประเด็นนี้มีทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้โดยการจัดทำประมวลกฎหมายแรงงาน หรือพัฒนาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อให้เป็นกฎหมายที่ครอบคลุมสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐานทั้งหมดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว และพัฒนากระบวนกระบวนการยุติธรรมด้านแรงงานชั้นบริหารหรือชั้นต้นให้เป็นประโยชน์และมีประสิทธิภาพในการคุ้มครองแรงงาน อันเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด อีกทั้งยังเป็นการแบ่งเบาภาระของประเทศทั้งในด้านบริหารและกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลแรงงาน
เรื่องที่สอง เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการจ้างงานระยะสั้นหรือการจ้างงานที่กระทบต่อความมั่นคงในการทำงาน กรณีดังกล่าวนี้มีตั้งแต่เรื่องการจ้างงานระยะสั้นที่มีกำหนดระยะเวลา 6 เดือนบ้างหนึ่งปีบ้างและเมื่อครบกำหนดสัญญาก็จะมีการทำสัญญาในลักษณะดังกล่าวต่อไปเรื่อยเรื่อย เมื่อรวมระยะเวลาตามสัญญาจ้างดังกล่าวแล้วยาวนานเป็นสิบปีก็มี
แม้ว่าการจ้างงานดังกล่าวเป็นการจ้างแบบนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายด้านแรงงาน แต่มีผลกระทบต่อการพัฒนาทักษะฝีมือ ขวัญและกำลังใจของคนทำงาน ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆทีเสมอภาคเท่าเทียมกับลูกจ้างประจำในสถานประกอบการเดียวกัน แรงงานดังกล่าวไม่มั่นใจที่จะใช้สิทธิและเสรีภาพในการรวมตัวจัดตั้งองค์กรหรือเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานเพื่อใช้สิทธิ์ในการเจรจาต่อรองเพื่อปรับปรุงสภาพการจ้างในระบบแรงงานสัมพันธ์ซึ่งส่งผลเสียหายต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างยิ่ง
อีกเรื่องหนึ่งก็คือสัญญาจ้างเหมาค่าแรง ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบเคียงกับจำนวนลูกจ้างประจำของสถานประกอบการ แม้ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานจะให้การคุ้มครองให้ลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงที่ไปทำงานในกระบวนการผลิตในสถานประกอบการได้รับสิทธิและสวัสดิการที่เท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติจากสถานประกอบการ แต่ในทางปฏิบัติยังมีการหลบเลี่ยงและไม่มีการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเนื่องจากกระทรวงแรงงานเองมิได้มีมาตรการในทางบริหารหรือการจัดทำระบบบริหารในการจ้างงานดังกล่าว ไม่มีระบบข้อมูล ระบบตรวจเช็คการปฏิบัติตามสภาพการจ้างของสถานประกอบการที่มีการจ้างเหมาค่าแรง จึงทำให้แรงงานดังกล่าวไม่ได้รับหรือเข้าไม่ถึงสิทธิตามเจตนารมย์ของกฎหมาย ในความเป็นจริงหากแรงงานกลุ่มนี้มีความกล้าหาญลุกขึ้นปกป้องสิทธิของตน ผลกระทบที่เกิดขึ้นแรงงานเหล่านั้นจะถูกยุติการจ้างงานหรือต้องตกงานบางคนถึงกับถูกขึ้นบัญชีดำและไม่สามารถหางานทำในระบบอุตสาหกรรมได้อีก ทำให้ตนเองและครอบครัวเดือดร้อนอย่างหนัก
ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนหรือมีข้อเสนอให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายหรือระบบการบริหารแรงงานภาครัฐเพื่อให้เกิดการคุ้มครองคนทำงานดังกล่าวตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ร่วมกันสร้างหลักประกันสิทธิแรงงานและความสุขในการทำงานให้แก่คนทำงานดังกล่าว ซึ่งต้องทนทุกข์และใช้ชีวิตอย่างไร้เกียรติไร้ความเป็นมนุษย์มานานแล้ว
เรื่องที่สาม คือเรื่องสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วมของคนทำงานทุกสาขาอาชีพ ซึ่งก็คือการรณรงค์และขับเคลื่อนให้รัฐบาลเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 ซึ่งองค์องค์กรด้านแรงงาน เช่น สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทยและองค์กรแรงงานต่างๆได้ขับเคลื่อนมาหลายปีแล้ว แต่อาจเป็นการขับเคลื่อนเฉพาะในวาระหรือโอกาสสำคัญ เช่น ในวันแรงงานสากลหรือในวันงานที่มีคุณค่า แต่ยังขาดการทำแผนการขับเคลื่อนที่มีความชัดเจนในเป้าหมาย มีกรอบระยะเวลาที่ต่อเนื่องและมีตัวชี้วัดความสำเร็จหรือผลลัพธ์ต่างๆที่ต้องการบรรลุเป้าหมาย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ววัน เพราะเป็นแนวทางและเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างพลังและอำนาจต่อรองของคนทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต อีกทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยและสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเชิญชวนองค์กรแรงงานต่าง ๆ และภาคีทางสังคมมาผนวกกำลังกันเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมาย ร่วมกันสร้างความเป็นธรรมทางสังคมให้ปรากฏเป็นจริงดังที่มุ่งหวัง/
@@@@@@@@@
